ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้ไปเกาหลีเสียที หลังจากที่อยากไปมานาน ในครั้งนี้ได้รับโอกาสจากทาง KOTRA (คล้ายๆ กับองค์กรส่งเสริมอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวของเกาหลี) เชิญทางบริษัทที่ผมทำงานอยู่ให้เข้าไปร่วมงาน GSTAR 2007 ซึ่งถือเป็นงานเกมโชว์ระดับโลกอีกงานหนึ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ได้เป็นหนึ่งในตัวแทนจากทางบริษัทเพื่อเดินทางไปในครั้งนี้ครับ (ขอบคุณและซาบซึ้งมากๆ T^T)
สำหรับตัวงาน GSTAR 2007 จะไม่ขอพูดถึงดีกว่า เพราะสำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวเกมหรือไม่ได้อยู่ในวงการคงไม่น่าสนใจเท่าไหร่ สิ่งที่อยากจะเล่าสู่กันฟังคงเกี่ยวกับภาพรวมและการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่นู่นมากกว่า แต่ต้องออกตัวไว้ก่อนเลยนะครับ ว่านี่คือคำบอกเล่าของคนที่เดินทางไปใช้ชีวิตที่นั่นเพียงแค่ 4 วัน 3 คืนเท่านั้น คงไม่อาจเทียบเท่าประสบการณ์ของคนที่อยู่เป็นปีๆ ไม่ได้แน่ๆ
...เมื่อเท้าแตะสนามบินนานาชาติอินชอน (Incheon International Airport) แล้วผมก็เริ่มหนักใจทันที เนื่องด้วยจากสื่อหลายๆ ที่และคำบอกเล่าของหลายๆ คนที่ไซโคมาว่า ตม. เกาหลีผ่านยาก แต่ผิดคาด ผมผ่านมาอย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะว่าเตรียมหนังสือเชิญจากทาง KOTRA และที่อยู่ของโรงแรมไว้เพื่อรับมือโดยเฉพาะก็ได้ แหะๆ
Incheon International Airport
เจอดาราเกาหลีด้วยแหละ ...ที่รถเข็นไง ^^
พอก้าวเท้าออกไปนอกอาคารที่สนามบิน ผมหายใจเป็นควัน เพราะความต่างของอุณหภูมิในร่างกายและภายนอกมีมาก ยังไม่ทันได้สังเกตว่ามีควันออกมาจากปากหน้าผมก็เริ่มชาแล้ว เพราะมันเย็น + หนาวเหลือเกิน แต่ไม่เกิน 15 นาทีก็ปรับตัวได้แล้วล่ะ กลายเป็นว่ารู้สึกเย็นสบายแทน
ตลอด 4 วัน 3 คืนในเกาหลีผมได้เห็นสองสิ่งที่คนเกาหลีประพฤติปฏิบัติเป็นเรื่องปกติและทำให้ผมได้แง่คิดอะไรบางอย่าง
...อย่างแรกคือ บันไดเลื่อน...
ในประเทศไทยเราเดินขึ้น-ลงบันไดเลื่อนแบบปกติ ไม่ได้คิดอะไร แต่คนเกาหลีเค้าจะยืนชิดขวา ปล่อยเลนซ้ายว่างตลอด ต่อให้เป็นแฟนกันเดินจูงมือกันมา พอถึงบันไดเลื่อนปุ๊บ เค้าก็จะแยกกันคนละขั้นบันได ยืนชิดขวาไว้ ไม่มีการยืนคู่กันในบันไดขั้นเดียวกัน ส่วนเลนซ้ายปล่อยว่างไว้สำหรับคนที่ต้องการจะรีบผ่านไป ซ้ายผ่านตลอดว่างั้นก็ได้
...อย่างที่สองคือ เดินชน...
การเดินชนกันในประเทศไทยจะต้องมีคำขอโทษติดปากอยู่เสมอ แต่คนเกาหลีไม่ เดินชนก็คือเดินชน เหยียบเท้าก็คือเหยียบเท้า ไม่มีการขอโทษ ยิ่งตอน Rush Hour ยิ่งแล้วใหญ่
...ทั้งสองสิ่งนี้ผมชอบมากๆ มันได้แง่คิดดี...
เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้กันดีว่าคนเกาหลีสูบบุหรี่จัดทั้งชายและหญิง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมเลยไม่แปลกใจอะไร แต่ที่ทำให้ผมแปลกใจมากๆ เลยก็คือ ทำไมคนเกาหลีใส่แว่นเยอะจัง? เชื่อมั้ยครับว่าหากคุณเดินผ่านคนสัก 10 คน จะต้องมีประมาณ 6 - 8 คนที่ใส่แว่น ไม่ใช่แว่นดำนะครับ แว่นสายตาเนี่ยแหละ แล้วร้านขายแว่นก็มีเยอะมาก ผมสงสัยมากๆ เลย ใครหาคำตอบได้ช่วยโพสต์บอกทีครับมันคาใจ
ก่อนไปเกาหลีผมพยายามเตรียมพร้อมกับการพูดภาษาอังกฤษไว้เต็มที่ เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะเอาตัวรอดได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่เกาหลีเค้าก็พูดอังกฤษกับเราไม่ได้อยู่ดี ก่อนไปมีคนถามผมว่า ภาษาดีแค่ไหน ฟังเค้ารู้เรื่องมั้ย ผมเคยตอบไปว่า ผมไม่ห่วงภาษาอังกฤษของผมหรอกครับ ผมห่วงภาษาอังกฤษของเค้ามากกว่า = ="
คนนี้ทำหน้าที่รักษาความเรียบร้อยของบ้านเมืองในสมัยก่อน
หน้าที่เดียวกันแต่ต่างยุค
โชคดีที่ผมเคยเรียนและสอบวัดระดับภาษาเกาหลีมา ไม่คิดว่าจะได้ใจริงๆ จังๆ แต่กลับได้มาใช้ในโอกาสนี้ ดีใจมากๆ เพราะไม่ว่าคุณจะพูดภาษาอังกฤษให้ตายยังไง เค้าก็เกาหลีกลับมาอยู่ดี ผมคิดได้ตั้งแต่ไปถึงโรงแรม หลังจากนั้นช่วงเวลาที่เหลืออีก 3 วันผมพยายามสื่อสารด้วยภาษาเกาหลีตลอด
การใช้ภาษาเกาหลีในการสื่อสารทำให้ผมกลายเป็นคนเกาหลีไปเลย ผมก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นแอร์โฮสเตจ เจ้าหน้าที่สนามบิน พ่อค้า แม่ค้า คนทั่วไป นึกว่าผมเป็นคนเกาหลี เข้ามาถามทางบ้าง ยืมไฟแช็กบ้าง ถ้าเข้ามาแล้วพูดประโยคไม่ยาว พอจับใจความได้ ผมก็เกาหลีกลับไปกลายเป็นคนเกาหลีแบบเนียนๆ ซะงั้น แต่บางทีเข้ามาแล้วใส่เป็นชุดฟังไม่รู้เรื่องก็คงต้องเผยโฉมว่า I'm not Korean สนุกดีเหมือนกัน
ช็อตนี้เลย อีกไม่กี่นาทีคนเกาหลีเดินเข้ามายืมไฟแช็ก
มีคนบอกเหมือนทหารเกาหลีเหนือ -*-
จานซ้ายเรียก "คิมบับ" มีขายแทบทุกร้าน ร้านไหนขายเกินท่อนละ 1,000 วอนแสดงว่าแพง
มีเรื่องมากมายที่อยากจะเล่า แต่ว่าไม่รู้เป็นอะไรพออยู่หน้าจอคอมพ์แล้วขี้เกียจพิมพ์ยาวๆ ปิดท้ายด้วยตอนขึ้นเครื่องกลับแล้วกัน ผมกลับสายการบินเดิม และก่อนถึงประเทศไทยแอร์ฯ คนหนึ่งถามผมว่า "ขอโทษค่ะ พี่ใช่คนไทยรึเปล่าคะ" เวรกรรม ขนาดจะกลับแล้วผมยังถูกมองเป็นคนเกาหลีอีกเหรอเนี่ย...
MAHA - ขิม
edit @ 17 Nov 2007 21:38:01 by mahafamily